Share

ค่าการดูดซึมน้ำของหิน (Water Absorption) คืออะไร: ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความทนทานและอายุการใช้งาน

Last updated: 31 Mar 2026
26 Views
ค่าการดูดซึมน้ำ (Water Absorption) คืออะไร?
ในทางวิทยาศาสตร์วัสดุ ค่าการดูดซึมน้ำ หมายถึง ความสามารถของหินในการดึงดูดและกักเก็บน้ำไว้ในโครงสร้างภายในของมัน หินธรรมชาติทุกชนิดไม่ได้มีเนื้อสัมผัสที่ตันสนิท 100% เหมือนแก้วหรือพลาสติก แต่จะมี "รูพรุน" (Pores) ขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากระจายตัวอยู่ทั่วไป รูพรุนเหล่านี้เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาขณะที่หินกำลังก่อตัวขึ้นนับล้านปี

เมื่อหินสัมผัสกับของเหลว แรงตึงผิวจะทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปในรูพรุนเหล่านั้นผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แรงแคปิลลารี" (Capillary Action) ค่าการดูดซึมน้ำจึงถูกคำนวณออกมาเป็น "ร้อยละของน้ำหนักน้ำที่หินดูดซึมเข้าไป เทียบกับน้ำหนักของหินแห้ง" ยิ่งค่าร้อยละนี้ต่ำ แสดงว่าหินมีความหนาแน่นสูงและมีรูพรุนน้อย ในทางตรงกันข้าม หากค่าร้อยละสูง แสดงว่าหินมีความพรุนมากและมีแนวโน้มที่จะดูดซับของเหลวได้ง่าย

ทำไมเราถึงต้องสนใจค่าการดูดซึมน้ำ?
การรู้ค่าการดูดซึมน้ำช่วยให้เราคาดการณ์ "พฤติกรรม" ของหินเมื่อนำไปใช้งานจริงได้ โดยความสำคัญแบ่งออกเป็น 4 มิติดังนี้:

1. ความเสี่ยงต่อการเกิดคราบฝังลึก (Staining Resistance)

นี่คือปัญหาที่เจ้าของบ้านกังวลที่สุด หินที่มีค่าการดูดซึมน้ำสูงจะดูดซับของเหลวที่มีสี เช่น กาแฟ ไวน์แดง หรือน้ำมันเครื่องครัว ลงไปลึกถึงเนื้อหินภายใน ทำให้การเช็ดทำความสะอาดจากพื้นผิวภายนอกแทบจะเป็นไปไม่ได้ และจะทิ้งรอยด่างถาวรไว้บนหินราคาแพงของคุณ

2. การเจริญเติบโตของเชื้อราและตะไคร่น้ำ

ความชื้นที่ถูกกักเก็บไว้ในรูพรุนของหินคือแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก หากคุณเลือกหินที่มีค่าการดูดซึมน้ำสูงไปปูในพื้นที่ชื้นอย่างห้องน้ำหรือทางเดินภายนอกอาคาร คุณจะพบกับปัญหาคราบตะไคร่น้ำสีเขียวหรือเชื้อราสีดำที่ขัดออกยากและกลับมาใหม่ซ้ำๆ

3. ปัญหารังแคหินหรือคราบขาว (Efflorescence)

เมื่อน้ำซึมเข้าไปในเนื้อหิน มันจะไปละลายแร่ธาตุและเกลือที่อยู่ภายในออกมา เมื่อน้ำระเหยออกไปที่ผิวหน้าหิน แร่ธาตุเหล่านั้นจะตกตะกอนกลายเป็นคราบแป้งสีขาวที่ทำให้ผิวหินดูหมองคล้ำและไม่สวยงาม ปัญหานี้พบบ่อยมากในหินปูน (Limestone) ที่มีค่าการดูดซึมน้ำสูง

4. ความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง

น้ำที่ซึมเข้าไปในหินอาจทำให้โครงสร้างภายในอ่อนแอลง โดยเฉพาะในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อยๆ น้ำที่ขยายตัวหรือหดตัวในรูพรุนอาจทำให้เกิดการแตกร้าว (Cracking) หรือการหลุดล่อน (Spalling) ของผิวหน้าหินได้ในระยะยาว

มาตรฐานการวัดค่าการดูดซึมน้ำ (ASTM C97)
เพื่อให้ได้ค่าที่เป็นมาตรฐานสากล วิศวกรจะใช้การทดสอบตามมาตรฐาน ASTM C97 โดยมีกระบวนการดังนี้:

นำตัวอย่างหินไปอบแห้งจนน้ำหนักคงที่และบันทึกน้ำหนักไว้ (W dry)
นำหินไปแช่ในน้ำสะอาดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อให้หินดูดซึมน้ำจนเต็มที่
นำหินขึ้นมาเช็ดผิวหน้าให้แห้งพอหมาดแล้วชั่งน้ำหนักอีกครั้ง (W wet)
คำนวณหาค่าร้อยละจากสูตร:

$$[(W wet - W dry) / W dry] times 100$$
เปรียบเทียบค่าการดูดซึมน้ำของหินแต่ละประเภท
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน The Earth Stone ได้รวบรวมค่าเฉลี่ยโดยประมาณของหินยอดนิยมมาดังนี้:

หินแกรนิต (Granite): มักมีค่าต่ำกว่า 0.1% - 0.4% ถือเป็นกลุ่มที่มีความหนาแน่นสูงมาก ทนทานต่อคราบและสารเคมีได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับท็อปครัว
หินอ่อน (Marble): มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5% - 2.0% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หินอ่อนมีความพรุนมากกว่าแกรนิต จึงต้องการการดูแลรักษาและการเคลือบน้ำยากันซึมที่ประณีตกว่า
หินทราเวอร์ทีน (Travertine): อาจมีค่าสูงถึง 1.0% - 3.0% เนื่องจากมีรูพรุนธรรมชาติขนาดใหญ่ชัดเจน มักต้องการการเติมกาว (Filling) เพื่อลดการดูดซึม
หินทราย (Sandstone): เป็นกลุ่มที่มีค่าการดูดซึมน้ำสูงที่สุด อาจสูงถึง 5% - 10% จึงมักใช้ในงานผนังภายนอกที่ไม่ต้องรับสัมผัสกับคราบน้ำมันโดยตรง
วิธีรับมือและป้องกันปัญหาจากความชื้น
แม้ว่าหินที่คุณชอบจะมีค่าการดูดซึมน้ำสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะใช้งานไม่ได้ครับ วิธีการแก้ไขที่มืออาชีพเลือกใช้คือ:

การเลือกวัสดุให้ถูกจุด: ไม่ควรนำหินที่ดูดซึมน้ำสูงไปใช้ในจุดที่มีความชื้นตลอดเวลา เช่น พื้นโซนเปียกในห้องน้ำ หรือรอบสระว่ายน้ำ
การใช้ Impregnating Sealer: น้ำยาประเภทนี้จะซึมลงไปอุดรูพรุนในระดับโมเลกุล เพื่อทำหน้าที่เป็น "ฟิล์มล่องหน" ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเข้าสู่เนื้อหินได้ แต่ยังยอมให้หินระบายอากาศได้ปกติ
การติดตั้งด้วยกาวซีเมนต์คุณภาพสูง: เพื่อป้องกันความชื้นจากพื้นผิวปูนด้านล่างซึมขึ้นมาทำลายหินจากด้านใน

Related Content
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy and Cookies Policy
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy